แนวทางและวิธีการเขียนแผนธุรกิจ ขั้นต้นถึงขั้นสูง Step by Step

ความจริงแล้วแนวทางและวิธีการเขียนแผนธุรกิจก็ไม่ได้มีกฎอะไรตายตัว แต่การเขียนได้รัดกุมและมีความละเอียดสูงก็จะช่วยให้นำไปใช้งานได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะใช้เพื่อการปรับปรุงพัฒนาธุรกิจหรือจะใช้เพื่อเป็นเอกสารอ้างอิงในการยื่นสินเชื่อต่าง ๆ ก็ตาม วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีเขียนแผนธุรกิจทั้งแบบขั้นต้นและขั้นสูงกันแบบ Step by Step เหมือนจับมือให้เขียนตามกันได้ง่าย ๆ

การเขียนแผนธุรกิจมีประโยชน์อย่างไร ?

ถ้าจะพูดกันง่าย ๆ การเขียนแผนธุรกิจก็คือการเขียนภาพของธุรกิจทั้งหมดโดยรวมขึ้นมาให้เห็นกันเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่มา วิธีดำเนินกิจการ เป้าหมาย กลยุทธ์ รวมไปถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ง่าย 

เมื่อต้องมีการเขียนแผนธุรกิจ ตัวผู้ประกอบการเองก็จะได้ทบทวนเป้าหมายและภาพรวมของธุรกิจอีกครั้ง จึงนำแผนธุรกิจมาใช้ปรับปรุงกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้ง่าย มองเห็นโอกาสและอุปสรรคต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ชัดเจน และยังนำมาใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันต่าง ๆ ได้ด้วย

แนะนำวิธีการเขียนแผนธุรกิจขั้นต้นภายใน 7 ขั้นตอน

การเขียนแผนธุรกิจก็สามารถเขียนได้ 2 แบบ คือแผนธุรกิจขั้นต้นซึ่งเป็นการเขียนแบบง่าย ๆ กว้าง ๆ หัวข้อกับรายละเอียดไม่ได้มากนัก กับการเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงที่จะมีหลายขั้นตอน ถ้าธุรกิจของคุณไมได้มีข้อมูลเชิงลึกจำนวนมากก็อาจจะเลือกเขียนแผนธุรกิจขั้นต้นได้โดยจะมีขั้นตอนสำคัญแค่ 7 ขั้นตอนเท่านั้น

1. แนวคิดในการทำธุรกิจ

แนวคิดในการทำธุรกิจจะเป็นการเขียนถึงโครงสร้างภาพรวมทั้งหมดของธุรกิจ ซึ่งจะต้องเขียนให้กระชับแต่ครบถ้วน โดยทั่วไปแผนธุรกิจขั้นต้นจะเขียนในส่วนนี้แค่ไม่เกิน 1-2 หน้า โดยจะมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

การเขียนแนวคิดในการทำธุรกิจจะต้องระบุทั้งภาพรวมธุรกิจ เป้าหมาย โอกาส กลยุทธ์ แผนการลงทุน และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเพื่อให้เห็นภาพธุรกิจของคุณชัดที่สุด

– ภาพรวมธุรกิจ จะต้องเขียนทั้งแนวคิดในการทำธุรกิจ ที่มา รวมไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

– เป้าหมาย เป็นการเขียนถึงเป้าหมายที่ต้องการ โดยจะต้องเขียนทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว

– โอกาสของธุรกิจ เป็นการคาดการณ์โอกาสในการเติบโตของธุรกิจโดยคำนึงถึงคู่แข่งในตลาดด้วย

– กลยุทธ์ เป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จซึ่งจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย

– แผนการลงทุน เป็นส่วนของการประเมินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการเพื่อให้มีแนวทางบริหารเงินลงทุน

– ผลตอบแทน เป็นการคาดการณ์ผลกำไรที่จะได้รับจากการดำเนินธุรกิจ ถ้ามีผลตอบแทนหลายช่องทางก็ต้องระบุเอาไว้ทั้งหมด

2. ที่มาของธุรกิจ

ที่มาของธุรกิจคือการบอกเล่าว่าธุรกิจของคุณมีความเป็นมาอย่างไร อยู่ในธุรกิจประเภทไหน ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เป็นต้น รวมถึงจะต้องพูดถึงประวัติเจ้าของกิจการ หุ้นส่วน และระบุสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ที่มีเอาไว้ด้วย 

3. การวิเคราะห์ธุรกิจ

การวิเคราะห์ธุรกิจจะเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ในภายหลัง โดยทั่วไปแล้วมักจะนำทฤษฏี SWOT Analysis มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งจะแบ่งออกมาเป็น 4 ปัจจัยหลักดังนี้

การนำ SWOT Analysis มาใช้เขียนแผนธุรกิจจะต้องระบุจุดเด่นของธุรกิจเพื่อนำมาพัฒนากลยุทธ์ ระบุจุดด้อยของธุรกิจเพื่อปรับปรุงหรือหลีกเลี่ยงการปะทะกับคู่แข่งโดยตรง ระบุโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าขึ้น และระบุอุปสรรคที่อาจขัดขวางการทำธุรกิจของคุณ

S ย่อมาจาก Strengths หรือจุดแข็ง ก็คือจุดเด่นที่ธุรกิจของคุณมีเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการดำเนินกิจการและพัฒนาออกมาเป็นกลยุทธ์ต่าง ๆ 

W ย่อมาจาก Weakness หรือจุดอ่อน ก็คือจุดที่ธุรกิจของคุณยังขาดหรือสู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ จุดอ่อนนี้จะถูกนำมาใช้ในการเลี่ยงปะทะกับคู่แข่งโดยตรงหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป

O ย่อมาจาก Opportunity หรือโอกาส หมายถึงปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ช่องทางการขายสินค้า หรือนโยบายต่าง ๆ จากภาครัฐ

T ย่อมาจาก Threat หรืออุปสรรค หมายถึงปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่สามารถขัดขวางหรือทำให้ธุรกิจของคุณต้องหยุดชะงักลงได้ ตัวอย่างเช่น คู่แข่ง หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ

4. แผนการตลาด

เป็นการระบุกลยุทธ์ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการตั้งราคา การขายสินค้า การโฆษณา โปรโมชั่น หรือบริการเสริมอื่น ๆ ที่ใช้ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือขายสินค้าและบริการ ซึ่งการวางกลยุทธ์ก็จะต้องคำนึงถึงเป้าหมายของธุรกิจเป็นหลัก

5. แผนการดำเนินงาน

แผนการดำเนินงานก็คือแผนในการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะระบุตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ ที่มาของวัตถุดิบ เป้าหมายการผลิต กรรมวิธีการผลิต การควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการทีมงาน การจัดส่งสินค้า รวมไปถึงการบริการลูกค้า เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นวิธีการทำงานทั้งหมดที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการ

6. แผนการเงิน

แผนการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำแผนธุรกิจซึ่งจะต้องเขียนออกมาอย่างละเอียด เพราะเงินคือปัจจัยหลักที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ การเขียนแผนการเงินควรมีทั้งการบอกถึงสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบัน การคาดการณ์รายรับ แจกแจงรายจ่าย ระยะเวลาคืนทุน และรายละเอียดอื่น ๆ ที่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

7. แผนฉุกเฉิน

แผนฉุกเฉินหรือแผนสำรองก็ถือว่าเป็นอีกส่วนที่สำคัญในการเขียนแผนธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ แผนสำรองจึงต้องถูกคิดขึ้นมาเผื่อกรณีเหล่านั้นโดยให้ประเมินจากกรณีเลวร้ายที่สุดขึ้นมาแล้วหาวิธีรับมือเอาไว้ล่วงหน้า

การเขียนแผนธุรกิจขั้นต้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะข้อมูลหลาย ๆ ส่วนไม่ต้องลงรายละเอียดเชิงลึกมากก็ได้ ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลด เทมเพลตแผนธุรกิจขั้นต้น ได้ที่นี่

แนะนำวิธีการเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงภายใน 10 ขั้นตอน

ในส่วนของแผนธุรกิจขั้นสูงจะมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่มากขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูง แม้หลัก ๆ แล้วโครงสร้างจะคล้ายกับแผนธุรกิจขั้นต้นแต่การเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงจะมีการแยกองค์ประกอบทั้งหมดออกมาเป็น 10 ส่วน ซึ่งเราจะมาแนะนำกันแบบ Step by Step ดังนี้

วิธีเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงจะต้องมีบทสรุปผู้บริหารซึ่งเป็นภาพรวมของธุรกิจ มีคำอธิบายธุรกิจซึ่งเป็นการบอกรายละเอียดว่าธุรกิจของคุณทำอะไร มีการวิจัยตลาดซึ่งจะต้องวิเคราะห์ทั้งธุรกิจตัวเองและคู่แข่ง มีรายละเอียดองค์กรและการจัดการซึ่งนิยมทำเป็นแผนผังองค์กรเพื่อให้เห็นภาพง่าย และต้องมีคำอธิบายสินค้าและบริการซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าสินค้าของคุณตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร

ส่วนที่ 1 บทสรุปผู้บริหาร

บทสรุปผู้บริหาร หรือ Executive Summary เป็นการเขียนภาพรวมทั้งหมดของธุรกิจออกมาแบบสั้น ๆ แต่ต้องเห็นภาพชัดเจน โดยทั่วไปแล้วแผนธุรกิจขั้นสูงจะเขียนส่วนนี้แค่ไม่เกิน 3 หน้า ซึ่งสามารถเก็บไว้เขียนเป็นส่วนสุดท้ายก็ได้เพราะต้องอาศัยข้อมูลรวมจากส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด

บทสรุปผู้บริหารจะบอกเอาไว้ทั้งเป้าหมายของธุรกิจ สินค้าและบริการ กลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลทางการเงิน การคาดการณ์รายได้ การวิเคราะห์ตลาดแบบคร่าว ๆ รวมไปถึงข้อมูลอื่น ๆ แต่จะเขียนแบบรวม ๆ เพื่อให้ทำความรู้จักธุรกิจของคุณแบบเบื้องต้น

ส่วนที่ 2 คำอธิบายธุรกิจ

คำอธิบายธุรกิจ หรือ Company Description เป็นการบอกว่าธุรกิจของคุณทำอะไร มีเป้าหมายทางธุรกิจแบบไหน สินค้าและบริการคืออะไร ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มไหน บริษัทคู่ค้าหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือใครบ้าง รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจจะเขียนจุดเด่นของธุรกิจคุณลงไปในส่วนนี้ด้วยก็ได้

ส่วนที่ 3 การวิจัยตลาด

การวิจัยตลาด หรือ Market Analysis คือข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้หลังจากการวิเคราะห์ตลาดมาแล้วว่าธุรกิจของคุณคือธุรกิจประเภทไหน อยู่ส่วนไหนของตลาด อัตราการเติบโตของธุรกิจในตลาด กลุ่มเป้าหมายคือใคร สินค้าแบบไหนที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ กระแสตลาดในปัจจุบัน รวมไปถึงโอกาสและอุปสรรคที่คาดว่าจะต้องเจอในการทำธุรกิจ 

นอกจากจะวิเคราะห์ในส่วนของธุรกิจคุณเองแล้วยังต้องทำการวิเคราะห์คู่แข่งมาด้วยว่ามีจุดเด่น จุดด้อย สินค้าและบริการ กลุ่มเป้าหมาย โปรโมชั่น รวมไปถึงคาดการณ์ยอดขายมาด้วยว่ามีเท่าไหร่ ข้อมูลในส่วนนี้จะถูกนำมาพัฒนากลยุทธ์เพื่อการแข่งขันและเอาชนะโดยตรง ยิ่งวิเคราะห์ข้อมูลมาละเอียดเท่าไหร่โอกาสที่ธุรกิจของคุณจะชนะการแข่งขันก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

ส่วนที่ 4 รายละเอียดองค์กรและการจัดการ

รายละเอียดองค์กรและการจัดการ หรือ Organization and Management จะบอกถึงโครงสร้างขององค์กรว่ามีแผนกไหนบ้าง แต่ละแผนกมีพนักงานอยู่เท่าไหร่ โดยทั่วไปแล้วมักจะเขียนหรือวาดเป็นแผนผังองค์กร (Organization Chart) มาให้ดูได้ง่ายว่าแต่ละแผนกมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร หรือมีลำดับขั้นของพนักงานเป็นแบบไหน ถ้ามีการร่วมงานกับองค์กรอื่นก็ควรลงรายละเอียดในส่วนนั้นไปด้วย 

นอกจากโครงสร้างเกี่ยวกับพนักงานแล้วก็จะต้องระบุข้อมูลเบื้องต้นของธุรกิจลงไปด้วยว่าเป็นธุรกิจประเภทไหน รูปแบบการทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะเพิ่มเติมจุดเด่นของธุรกิจว่าคืออะไร กลุ่มลูกค้าคือใคร ใช้กลยุทธ์แบบไหน รวมถึงระบุตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายในลงไปด้วยก็ได้

ส่วนที่ 5 คำอธิบายสินค้าและบริการ

คำอธิบายสินค้าและบริการ หรือ Service or Product Line คือส่วนที่อธิบายถึงสินค้าและบริการว่าคืออะไร มีที่มาจากไหน ต้นทุนเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ ขายแล้วได้กำไรเท่าไหร่ มีวิธีใช้งานสินค้าอย่างไร เมื่อซื้อไปแล้วจะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร

ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่มีสินค้าน้อยอาจจะระบุรายละเอียดสินค้ากันแบบรายชิ้นได้ แต่สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลาย ๆ แบบก็อาจจะจัดหมวดหมู่สินค้าแล้วอธิบายเป็นหมวดหมู่เลยก็ได้ รวมถึงอาจมีการวิเคราะห์ว่าสินค้าชิ้นไหนมีกำไรดี สินค้าชิ้นไหนเป็นสินค้ายอดนิยมเพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้ ข้อมูลในส่วนนี้สามารถนำไปพัฒนากลยุทธ์การตลาดและการขายได้อีกด้วย

ครึ่งหลังของการเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงจะมีแผนการตลาดและการขายซึ่งเป็นการบอกกลยุทธ์ต่าง ๆ มีรายละเอียดเงินลงทุนและแผนการเงินซึ่งจะเป็นตัวบอกรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเงินทุนทั้งที่มาและแจกแจงรายรับ-รายจ่าย มีภาคผนวกซึ่งเป็นการรวมเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใส่เอาไว้ในส่วนอื่น และจะต้องมีแผนฉุกเฉินอย่างน้อย 2-3 แผนไว้ใช้ในกรณีที่แผนหลักมีปัญหา

ส่วนที่ 6 แผนการตลาดและการขาย

แผนการตลาดและการขาย หรือ Marketing and Sales เป็นการระบุกลยุทธ์ที่ใช้ทำตลาด ข้อมูลควรมีความต่อเนื่องและมีระยะเวลากำหนดเอาไว้เป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส รวมถึงจะต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนทั้งกลุ่มเป้าหมาย กลยุทธ์ที่ใช้ในการตั้งราคา กลยุทธ์ที่ใช้ทำการตลาด กลยุทธ์ในการขาย กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย วิธีประเมินผล และการคาดการณ์ว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ จะได้ผลมากแค่ไหน

ส่วนที่ 7 รายละเอียดเงินลงทุน

รายละเอียดเงินลงทุน หรือ Funding Request คือการระบุรายละเอียดต่าง ๆ ของเงินลงทุนตั้งแต่แหล่งที่มาว่าได้เงินทุนมาจากไหน เป็นเงินทุนของตัวเอง เงินทุนที่ได้จากการระดมทุน ได้จากนายทุน หรือการยื่นกู้สินเชื่อต่าง ๆ และจะต้องระบุเงินทุนที่ได้มาจากทุกแหล่งอย่างละเอียดว่ามีเท่าไหร่บ้าง

รายละเอียดเงินลงทุนควรมีความสอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจและแจกแจงออกมาอย่างสมเหตุสมผลว่ามีเงินทุนเท่าไหร่ ต้องใช้เท่าไหร่ เพื่อเป้าหมายแบบไหน ในเรื่องการใช้เงินลงทุนนี้อาจไม่ได้ใช้เพื่อการพัฒนาหรือขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ อย่างการขยายกิจการหรือเป้าหมายอื่นก็ได้เช่นกัน

ส่วนที่ 8 แผนการเงิน

แผนการเงิน หรือ Financial Projections เป็นข้อมูลส่วนที่มีความซับซ้อนและอาจจะต้องใช้เครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาช่วย หรืออาจต้องศึกษาข้อมูลเอกสารบางอย่างเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น วิธีเขียนงบประมาณ วิธีการทำงบดุล หรือเอกสารทางการเงินอื่น ๆ โดยแผนการเงินจะแบ่งออกมาได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่

สถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบัน จะต้องระบุจำนวนเงินลงทุน รายรับ รายจ่าย รวมไปถึงข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ ที่จะบ่งบอกถึงสถานการณ์การเงินในปัจจุบัน

การวิเคราะห์ทางด้านการเงิน จะเป็นการคาดการณ์ว่าธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ งบดุล งบกระแสเงินสด หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ทิศทางของธุรกิจในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

ส่วนที่ 9 ภาคผนวก

ภาคผนวก หรือ Appendix เป็นการรวมข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้ระบุเอาไว้ในส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่มีความยาวมาก ๆ เอกสารที่มีความละเอียดสูง หรือเอกสารประกอบอื่น ๆ เพื่อใช้ในการพิจารณาหรือบอกข้อมูลเชิงลึกในส่วนนั้น ตัวอย่างเช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบจดทะเบียนการค้า รายละเอียดการวิจัยตลาด งบการเงิน สัญญาสินเชื่อ รวมไปถึงเอกสารทางกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือความน่าสนใจให้กับธุรกิจ

ส่วนที่ 10 แผนฉุกเฉิน

แผนฉุกเฉิน, แผนสำรอง หรือ Emergency Plan เป็นแผนที่จะนำมาใช้ในกรณีที่ไม่สามารถทำตามแผนหลักได้หรือเกิดเหตุไม่คาดฝันที่กระทบต่อการทำตามกลยุทธ์เดิม สำหรับการเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงหรือแผนขององค์กรขนาดใหญ่ควรมีแผนฉุกเฉินอย่างน้อย 2-3 แผนเพื่อให้ครอบคลุมปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น 

เนื่องจากแผนฉุกเฉินหรือแผนสำรองนี้จะถูกนำมาใช้ในเวลาที่เกิดปัญหากับธุรกิจ ดังนั้นจะต้องระบุวิธีการรับมือกับปัญหาเหล่านั้นเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นการลดขนาดธุรกิจ การลดจำนวนหนักงาน หรืออาจจะเป็นการเพิ่มประเภทสินค้า การกระตุ้นยอดขาย การจัดโปรโมชั่น หรือกลยุทธ์อื่นที่จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นคลี่คลายลงได้

สำหรับการเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงนั้นจะมีความซับซ้อนมากขึ้น มีรายละเอียดที่ต้องระบุลงไปมากขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่มีรายการสินค้าและบริการเยอะ ๆ ซึ่งคุณก็สามารถดาวน์โหลด เทมเพลตแผนธุรกิจขั้นสูง ได้ที่นี่เช่นกัน

ตัวอย่างการเขียนแผนธุรกิจขั้นสูง

อย่างที่กล่าวไว้ว่าการเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงนั้นจะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และมีองค์ประกอบหลายอย่าง สำหรับนักธุรกิจมือใหม่หลายคนก็มักจะเขียนกันไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นกันอย่างไร เราจึงจัดทำเป็นตัวอย่างแบบง่าย ๆ มาให้ศึกษากัน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจร้านขายสลัด ก็อาจจะเขียนได้ดังนี้

การเขียนแผนธุรกิจขั้นสูงจะต้องมีความละเอียด มีองค์ประกอบต่าง ๆ ครบถ้วน และจะต้องระบุข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้แผนมีความน่าเชื่อถือ น่าสนใจ เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่มีสินค้าเยอะ ๆ

1. บทสรุปผู้บริหาร

ร้านสลัดจัดเองได้ เป็นแบรนด์สำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพที่เน้นความสะดวก ความแปลกใหม่ ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่ไม่มียาฆ่าแมลง ไม่มีสารปนเปื้อน สามารถเลือกผักที่ต้องการเองได้ ทำสดใหม่ทุกจาน

กลยุทธ์ที่ใช้ :

– มีสลัดให้เลือกเป็นเซ็ต 

– มีน้ำสลัดหลายแบบ

– เติมผักหรือผลไม้ที่ต้องการเพิ่มได้

– บรรจุภัณฑ์พกพาสะดวก 

– สร้างแบรนด์ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

เป้าหมายหลัก :

– สร้างฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วทั้งกรุงเทพฯและปริมณทล

– สร้างยอดขายเพิ่มปีละ 20%

2. คำอธิบายธุรกิจ

ชื่อธุรกิจ : ร้านสลัดจัดเองได้

ประเภทธุรกิจ : จำหน่ายสลัดผักและผลไม้

สินค้า :

– เซ็ตสลัดต่าง ๆ

– ผัก

– ผลไม้

– ท็อปปิ้งเนื้อสัตว์

– น้ำสลัดต่าง ๆ

กลุ่มเป้าหมาย :

– กลุ่มคนรักสุขภาพ

– กลุ่มคนวัยทำงาน

– กลุ่มผู้สูงอายุ

จุดเด่น :

– ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก

– ทำสดใหม่ทุกจาน

– มีเซ็ตสลัดหลายแบบ

– เพิ่มผัก ผลไม้ หรือท็อปปิ้งเนื้อสัตว์ได้

– บรรจุภัณฑ์แน่นหนา พกพาสะดวก

3. การวิจัยตลาด

ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ :

– เป็นตลาดไม่ใหญ่นักแต่ยังเติบโตขึ้นได้เรื่อย ๆ

– มีผู้บริโภคจำนวนมากทุกวัน

– คู่แข่งที่ทำสลัดมีไม่เยอะ

โอกาส :

– ในพื้นที่ยังไม่มีร้านสลัด

– ที่ตั้งร้านเป็นแหล่งชุมชมที่มีคนวัยทำงานเยอะ

– กระแสรักสุขภาพกำลังเป็นที่นิยม

– สามารถส่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นอาหารได้

อุปสรรค :

– สินค้ามีอายุสั้น

– ราคาวัตถุดิบสูง

– ต้องใช้วัตถุดิบหลายอย่าง

4. รายละเอียดองค์กรและการจัดการ

แผนผังที่ตั้งกิจการ :

แผนภูมิโครงสร้างองค์กร :

รายละเอียดการจ้างงาน :

– กิจการมีพนักงานทั้งหมด ….. คน

ทีมพัฒนาสินค้า ….. คน ค่าจ้างรวม ….. บาทต่อเดือน

ทีมผลิต ….. คน ค่าจ้างรวม ….. บาทต่อเดือน

ทีมการตลาด ….. คน ค่าจ้างรวม ….. บาทต่อเดือน

ทีมขาย ….. คน ค่าจ้างรวม ….. บาทต่อเดือน

– ค่าจ้างรวมทั้งหมด ….. บาทต่อเดือน

5. คำอธิบายสินค้าและบริการ 

ประเภทสินค้า : อาหารเพื่อสุขภาพ

รายการสินค้า :

– เซ็ตสลัดต่าง ๆ

– ผัก

– ผลไม้

– ท็อปปิ้งเนื้อสัตว์

– น้ำสลัดต่าง ๆ

กระบวนการผลิต :

– วัตถุดิบออร์แกนิก

– วัตถุดิบนำบางส่วนเข้าจากต่างประเทศ

– สถานที่ผลิตสะอาด ปลอดภัย

6. แผนการตลาดและการขาย

กลยุทธ์ :

– ที่ตั้งร้านอยู่ในแหล่งที่มีคนวัยทำงานเยอะ

– มีเมนูให้เลือกหลากหลาย

– เติมผัก ผลไม้ หรือท็อปปิ้งเนื้อสัตว์เพิ่มเติมได้

– บรรจุภัณฑ์พกพาสะดวก 

– ส่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นอาหาร

– สร้างแบรนด์ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

ช่องทางจำหน่าย :

– หน้าร้านออฟไลน์

– ช่องทางออนไลน์

กิจกรรมส่งเสริมการขาย :

– โปรโมชั่นลดราคา

– กิจกรรมพิเศษบนโซเชียลมีเดีย

7. รายละเอียดเงินลงทุน

แหล่งที่มาของเงินทุน : 

– เงินทุนส่วนตัวจำนวน 500,000 บาท

– สินเชื่อจาก ….. จำนวน 700,000 บาท

– จำนวนเงินทุนรวมทั้งหมด 1,200,000 บาท

8. แผนการเงิน 

การลงทุน :

– เครื่องจักรในการผลิต

– บรรจุภัณฑ์

– ค่าใช้จ่ายการทำการตลาด

ที่มารายได้ :

– ยอดขายเซ็ตสลัด

– ยอดขายสินค้าอื่น

จุดคุ้มทุน : 2 ปี

ผลตอบแทน : 25% ต่อปี

9. ภาคผนวก 

– ใบจดทะเบียนการค้า

– ใบรับรองคุณภาพสินค้า

– รายละเอียดการวิจัยตลาด

– ข้อมูลบริษัทคู่ค้า

– สัญญาสินเชื่อ

10. แผนฉุกเฉิน

ร้านสลัดจัดเองได้มีความเสี่ยงคือกลุ่มคนรักสุขภาพยังไม่ใช่ตลาดขนาดใหญ่ สินค้ามีอายุสั้น ราคาวัตถุดิบสูง กระแสเปลี่ยนไว และวัตถุดิบบางอย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ บางครั้งคุณภาพวัตถุดิบไม่คงที่ แผนฉุกเฉินจึงต้องมีทั้งการปรับเมนูเซ็ตสลัด เพิ่มเมนูใหม่ตามฤดูกาล เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า และการจัดโปรโมชั่นลดราคาหรือแถมวัตถุดิบบางอย่างเพื่อดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าโดยเน้นกลุ่มคนรักสุขภาพ คนวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุเป็นหลัก

บทสรุป : แนวทางและวิธีการเขียนแผนธุรกิจขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูงแบบ Step by Step

แนวทางและวิธีการเขียนแผนธุรกิจที่แนะนำกันจะมีตั้งแต่แผนธุรกิจขั้นต้นไปจนถึงแผนธุรกิจขั้นสูง ซึ่งเราจะแนะนำกันแบบ Step by Step เพื่อให้เขียนตามได้ง่าย มีเทมเพลตแผนธุรกิจแต่ละแบบให้ดาวน์โหลดได้ฟรี สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่มีสินค้าน้อยก็อาจจะใช้แผนธุรกิจขั้นต้นเพื่อให้สะดวกในการเขียนได้ เนื่องจากแผนขั้นต้นจะไม่ต้องลงรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกมากนัก

ธุรกิจขนาดเล็กก็ใช้แผนธุรกิจขั้นสูงได้ถ้าต้องการความละเอียดมากขึ้น

ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่มีสินค้าเยอะ ๆ จะเหมาะกับแผนธุรกิจขั้นสูงเพราะสามารถใส่รายละเอียดต่าง ๆ ลงไปได้เยอะขึ้น ละเอียดขึ้น สามารถนำไปใช้เพื่อวิเคราะห์แล้วนำมาวางแผนปรับกลยุทธ์สำหรับดำเนินกิจการได้ รวมถึงยังใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันต่าง ๆ ได้ การเขียนแผนธุรกิจให้รัดกุมจึงมีประโยชน์ในการสะท้อนมุมมองธุรกิจเพื่อนำมาพัฒนาและยังเป็นจุดเริ่มต้นของแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ ที่จะมาพัฒนาธุรกิจของคุณได้อีกด้วย