รวมสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนการขอสินเชื่อธนาคาร ต้องเตรียมตัวกันอย่างไร ขั้นตอนในการขอสินเชื่อคืออะไร เมื่อพิจารณาสินเชื่อแล้วธนาคารจะประเมินอะไรเราบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าในการขอสินเชื่อแต่ละครั้งนั้นมีอะไรที่คุณต้องทำบ้าง
สินเชื่อคืออะไร?
ถ้าจะมองกันที่ความหมาย สินเชื่อก็คือเงินที่สถาบันการเงินหรือที่เรียกกันว่าผู้ให้กู้ตกลงให้ผู้กู้ยืมได้รับวงเงินตามที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าผู้กู้ยืมจะต้องชำระคืนเงินต้นมาพร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งสินเชื่อของธนาคารต่าง ๆ ในปัจจุบันก็มีให้เลือกอยู่หลายประเภทซึ่งสามารถศึกษาข้อมูลเรื่องสินเชื่อเพิ่มเติมได้จาก รวมความรู้เรื่องสินเชื่อและดอกเบี้ยแบบง่ายๆ
การขอสินเชื่อจะมีข้อดีตรงที่เป็นหนี้แบบถูกกฎหมายหรือหนี้ในระบบ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขทั้งหมดจึงถูกต้องตามกฎหมาย ในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดจากข้อตกลงก็ยังดำเนินคดีแพ่งได้ สำหรับผู้กู้ยืมถ้าไม่สามารถหาเงินมาชดใช้หนี้ได้ทันตามกำหนดเวลาก็ยังสามารถยื่นเรื่องขอผ่อนผันหนี้ได้อีกด้วย
สินเชื่อมีกี่ประเภท?
ทุกวันนี้ก็มีสินเชื่อธนาคารให้เลือกได้หลายประเภท มีวิธีแบ่งได้หลายแบบ และยังมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร โดยทั่วไปแล้วจะมีสินเชื่อที่พบบ่อยแบ่งออกมาตามประเภทได้ดังนี้
ประเภทของสินเชื่อสามารถแบ่งออกมาได้หลายแบบ โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกมาได้เป็นสินเชื่อตามลักษณะบุคคลซึ่งจะอนุมัติสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม สินเชื่อตามระยะเวลาในการชำระหนี้ สินเชื่อตามหลักประกันที่ใช้ และสินเชื่อตามประเภทสินทรัพย์ที่ผู้ขอสินเชื่อต้องการ
สินเชื่อตามลักษณะบุคคล
สินเชื่อตามลักษณะบุคคลจะเป็นสินเชื่อที่ถูกกำหนดไว้ให้บุคคลเฉพาะกลุ่มสามารถยื่นขอได้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น
- สินเชื่อส่วนบุคคล หมายถึงสินเชื่อที่บุคคลทั่วไปสามารถยื่นขอได้ด้วยวัตถุประสงค์ส่วนตัว ไม่ว่าจะนำมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายทั่วไป การศึกษา ซื้อสินค้า หรือเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น
- สินเชื่อธุรกิจ หมายถึงสินเชื่อที่ออกให้กับบริษัทหรือผู้ประกอบการได้นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น
สินเชื่อตามระยะเวลา
สินเชื่อตามระยะเวลาจะเป็นสินเชื่อที่ถูกแบ่งตามระยะเวลาในการชำระหนี้สิน ซึ่งก็จะเหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ในการใช้เงินที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น
- สินเชื่อระยะสั้น หมายถึงสินเชื่อที่มีระยะเวลาการชำระคืนไม่เกิน 1 ปี โดยทั่วไปแล้วจะเหมาะสำหรับการนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ
- สินเชื่อระยะกลาง หมายถึงสินเชื่อที่มีระยะเวลาการชำระคืนอยู่ในช่วง 1-5 ปี โดยทั่วไปแล้วจะเหมาะสำหรับการนำมาลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ
- สินเชื่อระยะยาว หมายถึงสินเชื่อที่มีระยะเวลาการชำระคืนตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปแล้วจะเหมาะสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น สินเชื่อโครงการ สินเชื่อซื้อบ้าน
สินเชื่อตามหลักประกัน
สินเชื่อตามหลักประกันจะเป็นสินเชื่อที่มีทรัพย์สินหรือผู้ค้ำประกันมาเป็นหลักประกันสำหรับผู้ให้สินเชื่อ ซึ่งก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไปตามความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น
- สินเชื่อมีหลักประกัน หมายถึงสินเชื่อที่ผู้ขอสินเชื่อจะต้องมีทรัพย์สอนต่าง ๆ มาวางค้ำประกันในการกู้ยืม ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ซึ่งสินเชื่อที่มีหลักประกันนี้มักจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ
- สินเชื่อไม่มีหลักประกัน หมายถึงสินเชื่อที่ผู้ขอสินเชื่อไม่มีทรัพย์สินมาวางค้ำประกัน แต่ก็อาจจะต้องมีผู้ค้ำประกันเข้ามาแทนหรือต้องมีรายได้ประจำที่มั่นคงมากเพียงพอต่อการชำระหนี้ ซึ่งสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันนี้มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพราะถือว่ามีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ให้สินเชื่อ
สินเชื่อตามประเภทสินทรัพย์
สินเชื่อตามประเภทสินทรัพย์จะเป็นสินเชื่อที่แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้เงินของผู้ขอสินทรัพย์ ตัวอย่างเช่น
- สินเชื่อเพื่อการซื้อบ้าน สินเชื่อประเภทนี้สามารถเลือกได้ทั้งบ้านใหม่และบ้านเก่า อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขจะมีหลายแบบ และมีระยะเวลาการชำระหนี้นานหลายสิบปี
- สินเชื่อเพื่อการซื้อรถ สินเชื่อประเภทนี้สามารถเลือกได้ทั้งรถมือหนึ่งและรถมือสอง มีอัตราดอกเบี้ยแบบคงตัว ระยะเวลาในการชำระหนี้จะถูกกำหนดเป็นเดือน เช่น 32 เดือน 84 เดือน เป็นต้น
6 สิ่งที่ควรทำก่อนการยื่นขอสินเชื่อ
ก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อที่ไหนก็ควรมีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นมาให้พร้อมก่อนเพื่อให้สามารถเลือกสินเชื่อได้ตรงกับความต้องการและไม่ต้องเดือดร้อนในการชำระหนี้ที่หนักเกินไป โดยจะมีคำแนะนำทั้งหมด 6 ข้อดังนี้
สิ่งที่ควรศึกษาและเตรียมตัวก่อนการยื่นขอสินเชื่อจะมี 6 อย่าง ได้แก่ การประเมินความจำเป็น การเลือกประเภทสินเชื่อให้เหมาะสม การตรวจสอบเงื่อนไขของสินเชื่อ การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน การพิจารณาเรื่องการชำระหนี้ในอนาคต และการเตรียมเอกสารให้พร้อม
1. ประเมินความจำเป็น
ก่อนจะเริ่มการขอสินเชื่อ ควรคิดก่อนว่าในปัจจุบันมีความจำเป็นมากขนาดนั้นจริงไหม หรือยังสามารถหาเงินทุนจากแหล่งอื่นได้แบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ย โดยอาจจะเริ่มมองจากทรัพย์สินที่มีหรือเงินเก็บส่วนตัวก่อนก็ได้ ถ้าจำเป็นต้องขอสินเชื่อจริง ๆ ก็ให้ประเมินว่าต้องใช้เท่าไหร่เพื่อให้เลือกสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม
2. เลือกสินเชื่อที่เหมาะสม
การเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมจะต้องพิจารณาทั้งวัตถุประสงหรือประเภทของสินเชื่อว่าต้องนำเงินไปใช้ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือใช้ลงทุนทำธุรกิจ เพราะสินเชื่อแต่ละแบบจะมีเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน จากนั้นก็เลือกจำนวนเงินให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้ต้องรับภาระหนี้มากเกินความจำเป็น
3. ตรวจสอบเงื่อนไข
ก่อนจะเลือกขอสินเชื่อแบบไหนก็ควรตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ มาให้ครบถ้วน ควรมีการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตาง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินหรือธนาคารหลาย ๆ แห่งเพื่อคัดเลือกเงื่อนไขสินเชื่อที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
ในการจะเลือกขอสินเชื่อหรือกู้เงินควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อนว่าเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อที่ถูกกฎหมายหรือไม่ เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ยุติธรรม ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือการเลือกสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงเอาไว้ก่อนก็จะได้ความปลอดภัยที่มากขึ้น และไม่ควรเลือกการกู้เงินนอกระบบอย่างเด็ดขาด
5. คิดเรื่องการชำระหนี้
เมื่อมีการขอสินเชื่อก็ต้องมีการขำระหนี้ ดังนั้นคุณจะต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองด้วยว่ามีศักยภาพมากแค่ไหน โดยจะต้องพิจารณาตั้งแต่จำนวนเงินต่องวด อัตราดอกเบี้ย รวมถึงค่าปรับต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างละเอียดเพื่อการวางแผนชำระหนี้ในอนาคต
โดยทั่วไปแล้วควรคำนวณภาระหนี้ที่จะได้รับจากสินเชื่อขึ้นมาเป็นยอดต่อเดือนแล้วนำมารวมกับภาระหนี้สินเดิมที่มีอยู่ว่าไม่ควรเกิน 30-45% ของรายได้ เพื่อให้ผ่อนชำระได้โดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายจำเป็นและเงินออม ถ้าชำระหนี้ได้ตรงตามกำหนดทุกครั้งก็จะมีเครดิตที่ดี ส่งผลต่อการอนุมัติสินเชื่ออื่น ๆ ได้อีกด้วย
6. เตรียมเอกสารให้พร้อม
หลังจากที่เลือกได้แล้วว่าต้องการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งไหน เลือกประเภทสินเชื่อตรงตามความต้องการได้แล้วก็ต้องมีการเตรียมเอกสารให้พร้อม ครบถ้วน และถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นสำเนาบัตรประชาชน หนังสือรับรองเงินเดือน สเตทเมนต์ หรือจะเป็นเอกสารรับรองอื่น ๆ อย่างสำเนาทะเบียนการค้า เป็นต้น เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการตรวจสอบหรือเพิ่มเติมเอกสารในภายหลัง ถ้าเตรียมเอกสารพร้อมก็จะทำให้การอนุมัติสินเชื่อเร็วขึ้นด้วย
ขั้นตอนในการยื่นขอและอนุมัติสินเชื่อ
สำหรับขั้นตอนในการยื่นขอและอนุมัติสินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ นั้นโดยทั่วไปแล้วก็จะมีขั้นตอนที่คล้ายกัน โดยจะแยกออกมาได้เป็น 4 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนในการยื่นขอและอนุมัติสินเชื่อจะเริ่มตั้งแต่การยื่นคำขอที่ธนาคารหรือสถาบันการเงิน จากนั้นก็รอการพิจารณาอนุมัติ เมื่อถึงเวลาแล้วก็จะมีการแจ้งผลว่าผ่านอนุมัติหรือไม่ และมีการนัดวันทำสัญญากันอีกครั้ง
1. ยื่นคำขอสินเชื่อ
เริ่มต้นจากคุณจะต้องไปยื่นคำขอสินเชื่อและเอกสารประกอบที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เลือกเอาไว้ แล้วเจ้าหน้าที่ของทางสถาบันการเงินจะพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นก่อน ซึ่งจะดูจากข้อมูลรายได้ อาชีพ ค่าใช้จ่ายครอบครัว หนี้สินเดิม รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ประกอบกับวงเงินที่คุณต้องการและระยะเวลาการชำระหนี้เพื่อประเมินความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
2. รอผลการพิจารณาอนุมัติ
ถ้าการพิจารณาเบื้องต้นผ่าน ใบคำร้องขอสินเชื่อและเอกสารประกอบของคุณจะถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยตรงอีกครั้งเพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งจะพิจารณาจากคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ ประวัติทางการเงิน มูลค่าของหลักประกัน
จากนั้นก็จะประเมินความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อก่อนตัดสินใจว่าควรอนุมัติสินเชื่อให้คุณหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วเจ้าหน้าที่หลักทรัพย์จะมีการติดต่อนัดหมายเพื่อประเมินมูลค่าของหลักประกันภายใน 7 วันทำการหลังการยื่นใบคำร้องขอสินเชื่อของคุณ
3. แจ้งผลการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
หลังจากเจ้าหน้าที่ของทางสถาบันการเงินหรือธนาคารได้พิจารณาข้อมูลและเอกสารประกอบทั้งหมดแล้ว ทางสถาบันจะติดต่อกลับไปเพื่อแจ้งผลการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อภายใน 3-10 วันหลังการยื่นใบคำร้องขอสินเชื่อเพื่อนัดวันเข้าทำสัญญาและจำนอง
4. การทำสัญญา
เมื่อคำร้องขอสินเชื่อของคุณผ่านการอนุมัติ ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะติดต่อนัดหมายสถานที่และวันทำสัญญากู้เงินรวมถึงสัญญาอื่น ๆ ที่จำเป็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีผู้กู้ร่วม ผู้ค้ำประกัน ทุกคนจะต้องเข้าร่วมลงนามในสัญญาทุกฉบับ ในส่วนนี้จะมีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าธรรมเนียมจดจำนอง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในวันที่นัดหมาย
เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอสินเชื่อ
อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ว่าการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมจะช่วยให้สินเชื่อของคุณผ่านการอนุมัติง่ายและไวขึ้น ในบางกรณีถ้าขาดเอกสารสำคัญก็อาจทำให้สินเชื่อไม่ผ่านการพิจารณาได้ ดังนั้นเราจึงแนะนำเอกสารเบื้องต้นที่จำเป็นในการยื่นขอสินเชื่อต่าง ๆ ดังนี้
เอกสารสำหรับผู้ขอสินเชื่อทุกประเภท
เอกสารสำหรับผู้ขอสินเชื่อทุกประเภทจะเป็นเอกสารเบื้องต้นที่ต้องใช้ในการขอสินเชื่อทุกอย่าง ซึ่งจะเป็นข้อมูลทั่วไป ตัวอย่างเช่น
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการ
- สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในกรณีที่มีอาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ ทนายความ สถาปนิก เป็นต้น
- สำเนาทะเบียนสมรส ใบหย่า ใบมรณะบัตรของคู่สมรส
- ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุลทั้งหมด
- สำเนาทะเบียนบ้าน
เอกสารแสดงรายได้สำหรับพนักงานหรือข้าราชการ
เอกสารแสดงรายได้สำหรับพนักงานหรือข้าราชการนี้จะต้องใช้ทั้งสำหรับผู้ขอสินเชื่อเองและในกรณีที่มีผู้กู้ร่วมหรือผู้ค้ำประกัน โดยจะมีเอกสารที่ต้องใช้ดังนี้
- ต้นฉบับหนังสือรับรองเงินเดือน นับย้อนหลังไม่เกิน 3 เดือนจากวันที่ยื่นขอสินเชื่อ
- ต้นฉบับสลิปเงินเดือนล่าสุด
- สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารที่รับเงินเดือน
- สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปีในกรณีที่รับเงินเดือนเป็นเงินสด
เอกสารแสดงรายได้สำหรับเจ้าของกิจการ
เอกสารแสดงรายได้สำหรับเจ้าของกิจการก็จะต้องใช้ทั้งสำหรับผู้ขอสินเชื่อเองและในกรณีที่มีผู้กู้ร่วมหรือผู้ค้ำประกันเช่นกัน โดยจะมีเอกสารที่ต้องใช้ดังนี้
- สำเนาเอกสารการจดทะเบียนบริษัท ทะเบียนพาณิชย์ หรือทะเบียนการค้า
- สำเนาทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม นับย้อนหลังไม่เกิน 3 เดือนจากวันที่ยื่นขอสินเชื่อ
- สำเนาบัญชีธนาคารที่แสดงกระแสการเงินของบริษัท ตัวอย่างเช่น บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เป็นต้น นับย้อนหลัง 6 เดือนจากวันที่ยื่นขอสินเชื่อ
- งบการเงินปีล่าสุด หรือสำเนารายการแสดงภาษีเงินได้ประจำปีล่าสุด
เอกสารแสดงหลักประกัน
เอกสารแสดงหลักประกันคือส่วนของเอกสารประกอบต่าง ๆ ที่จำเป็นในการขอสินเชื่อประเภทนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น
- สำเนาโฉนดที่ดิน
- สำเนาเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย
- เอกสารหลักฐานการชำระเงินดาวน์
- แผนที่แสดงที่ตั้งของหลักประกัน
ในกรณีที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อปลูกสร้าง ต่อเติม หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยก็จะมีเอกสารหลักประกันดังนี้
- สำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารหรือปรับปรุงอาคาร
- แบบแปลนการก่อสร้าง
- สำเนาสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา
ในกรณีที่ต้องการรีไฟแนนซ์ก็จะมีเอกสารหลักประกันดังนี้
- สำเนาสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง
- สำเนาสัญญากู้เงิน
- สำเนาใบเสร็จการผ่อนชำระหนี้นับย้อนหลัง 3 เดือนจากวันที่ยื่นขอสินเชื่อ
เอกสารแสดงฐานะทางการเงิน
เอกสารแสดงฐานะทางการเงินจะเป็นเอกสารประกอบที่บ่งบอกถึงสถานการณ์ทางการเงินหรือภาระหนี้สินของผู้ขอสินเชื่อ ตัวอย่างเช่น
- สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารนับย้อนหลัง 6 เดือนจากวันที่ยื่นขอสินเชื่อ
- สำเนาหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น โฉนดที่ดิน พันธบัตร ใบหุ้น เป็นต้น
- สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเช่าซื้อ สัญญาจำนอง
- เอกสารหลักฐานการชำระหนี้ต่าง ๆ ที่นำมาประกอบ นับย้อนหลัง 6 เดือนจากวันที่ยื่นขอสินเชื่อ
เอกสารทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงนั้นเป็นเพียงเอกสารเบื้องต้นที่มักจะต้องใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อ ในกรณีที่มีเอกสารอื่น ๆ ด้วยก็ควรเตรียมเอาไว้ให้พร้อม หรืออาจสอบถามจากเจ้าหน้าที่ธนาคารอีกครั้งก็ได้ว่าต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่มเติมบ้าง
สิ่งที่ควรรู้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารจะประเมินอะไรบ้าง
การที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อก็ต้องมีการพิจารณาจากหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน โดยทั่วไปแล้วจะประเมินจากปัจจัยหลักดังนี้
สิ่งที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อก็มีตั้งแต่นโยบายของทางธนาคาร วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ และคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อซึ่งจะใช้หลัก 5 Cs ในการประเมิน
นโยบายของธนาคาร
เนื่องจากธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะมีเงื่อนไขในการให้สินเชื่อที่แตกต่างกัน ก่อนจะเลือกสินเชื่อจากที่ไหนก็ควรตรวจสอบเงื่อนไขเหล่านี้มาด้วย ตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินบางแห่งอาจกำหนดว่าจะอนุมัติสินเชื่อให้เฉพาะผู้ที่ไม่มีประวัติการค้างชำระในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง หรือไม่อนุมัติให้กับผู้ที่ทำงานบางอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น
วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ
วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ จะใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกับความสามารถในการชำระหนี้เพื่อตัดสินใจว่าจะอนุมัติสินเชื่อให้คุณหรือไม่ด้วยเช่นกัน
คุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ
คุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะนำมาพิจารณานั้นจะถูกแบ่งออกมาเป็น 5 ปัจจัยหลัก หรือที่เรียกว่าหลัก 5 Cs ซึ่งจะมีดังนี้
- Character คือความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ ในส่วนนี้จะเป็นการพิจารณาคุณลักษณะทั่วไป ตัวอย่างเช่น อายุ อาชีพ สถานภาพ ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลหรือเจ้าของธุรกิจก็อาจจะดูในเรื่องของประเภทของธุรกิจหรือระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น
- Capacity คือความมั่นคงและความสามารถในการชำระหนี้คืนตามกำหนดเวลา ในส่วนนี้ธนาคารและสถาบันการเงินจะประเมินทั้งรายได้ ภาระหนี้สินเดิม รวมไปถึงประวัติการชำระหนี้จากสินเชื่อหรือยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตต่าง ๆ
- Capital คือเงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝากของผู้ยื่นขอสินเชื่อ ข้อมูลในส่วนนี้จะเป็นหลักประกันสำหรับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อให้มั่นใจว่าแม้จะเกิดปัญหาทางการเงินก็ยังมีแหล่งเงินทุนสำรองเพียงพอในการชำระหนี้สินเชื่อในอนาคตได้
- Collateral คือหลักประกันที่ผู้ขอสินเชื่อนำมาจำนำหรือจำนอง หรือผู้ค้ำประกันที่ช่วยให้ทางธนาคารและสถาบันการเงินมั่นใจมากขึ้นได้ว่าจะมีการชำระหนี้ได้ตามที่กำหนดเอาไว้ ในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็สามารถให้ผู้ค้ำประกันชดใช้หนี้สินแทน หรือนำหลักประกันเหล่านั้นมาขายทอดตลาดเพื่อใช้ชำระหนี้แทนได้ตามที่กฎหมายกำหนด
- Conditions คือปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน สิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงรายได้ของผู้ขอสินเชื่อได้ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ก็จะส่งผลถึงความสามารถในการชำระหนี้สินเชื่อในอนาคตด้วย
หลัก 5 Cs ที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะใช้ในการประเมินอนุมัติสินเชื่อก็มีตั้งแต่ความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ ความมั่นคงหรือความสามารถในการขำระหนี้ เงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝากสำรอง หลักประกัน รวมไปถึงปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ
หลักในการติดตามทวงถามหนี้
เมื่อสินเชื่อของคุณได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการชำระหนี้สินเชื่อตามเวลาที่กำหนดเอาไว้ ในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อไม่ยอมจ่ายหนี้ ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินก็มีสิทธิ์ในการทวงหนี้หรือมอบหมายให้ตัวแทนเป็นผู้ทวงหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ซึ่งจะมีใจความสำคัญบางข้อดังนี้
- ห้ามทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ รวมไปถึงห้ามเปิดเผยข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้ผู้อื่นทราบยกเว้นบุคคลที่ลูกหนี้เป็นผู้ระบุเอาไว้ด้วยตัวเอง
- เมื่อรับชำระหนี้มาแล้วจะต้องออกหลักฐานการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ด้วย
- ผู้ทวงหนี้ต้องติดต่อกับลูกหนี้ตามสถานที่ที่ระบุเอาไว้ ในกรณีที่ติดต่อไม่ได้ให้ติดต่อไปยังภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทำงานของลูกหนี้ได้ในวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.00-20.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 08.00-18.00 น. และจะต้องติดต่อตามจำนวนครั้งที่เหมาะสม
- ห้ามทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เช่น การใช้สัญลักษณ์ที่ทำให้เข้าใจว่ามาจากศาล หน่วยงานของภาครัฐ สำนักงานกฎหมาย หรือการใช้ข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าจะถูกดำเนินคดีหรือยึดทรัพย์ เป็นต้น
- ห้ามติดต่อลูกหนี้ด้วยวิธีที่สื่อให้รู้ว่าเป็นการทวงหนี้ เช่น การใช้เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือวิธีอื่นที่สื่อให้รู้อย่างชัดเจนว่าเป็นการทวงหนี้ รวมไปถึงการใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย ข้อความ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมายที่จะสื่อให้รู้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงหนี้ เป็นต้น
- ห้ามมีการข่มขู่ ดูหมิ่น หรือใช้ความรุนแรงที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งทางร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้
- ในกรณีที่เป็นการรับมอบอำนาจให้ดำเนินการทวงหนี้แทน ผู้รับมอบอำนาจจะต้องแสดงตัวตนต่อลูกหนี้ด้วยการแจ้งชื่อ นามสกุล ชื่อหน่วยงานของตนและของเจ้าหนี้อย่างชัดเจน รวมถึงจะต้องแจ้งจำนวนหนี้ให้ทราบ ถ้าเป็นการทวงหนี้ต่อหน้าก็ต้องแสดงหลักฐานมอบอำนาจในการทวงถามหนี้ด้วย
- ในกรณีที่ผู้ทวงถามหนี้กระทำการขัดต่อพระราชบัญญัติหรือลูกหนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถติดต่อร้องเรียนได้ตามหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้
- กรมการปกครอง
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
- ที่ทำการปกครองจังหวัด
- กองบัญชาการตำรวจนครบาล
- สถานีตำรวจ
- ที่ว่าการอำเภอ
แม้การติดตามทวงหนี้จะดูยุติธรรมและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ขอสินเชื่อ แต่การชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลาทุกครั้งก็จะช่วยให้เครดิตของคุณดีขึ้น ส่งผลต่อการขอสินเชื่อต่าง ๆ ในครั้งถัดไปผ่านได้ง่ายขึ้น
บทสรุป : สิ่งที่ต้องรู้ก่อนขอสินเชื่อ ธนาคารประเมินอะไรเราบ้าง
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนขอสินเชื่อจะมีตั้งแต่ข้อมูลเบื้องต้นของสินเชื่อที่คุณสนใจ การเตรียมเอกสารที่จำเป็น การเลือกประเภทของสินเชื่อให้เหมาะสม และยังต้องเข้าใจปัจจัยที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ เมื่อรู้ข้อมูลทั้งหมดก็สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ว่าต้องทำอย่างไรให้การยื่นขอสินเชื่อผ่านอนุมัติได้ง่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจหรือชีวิตคุณในอนาคตอย่างแน่นอน






